Close

เกี่ยวกับผู้สอน

เกี่ยวกับผู้สอน


ชื่อสกุล : “วรพจน์ ก้องเกียรติไกร”

ตำแหน่งงานเป็นกรรมการบริหารงานบริษัทก้องเกียรติเท็กซ์ไทล์จำกัด และ บริษัทอินเทลสไปร์จำกัดดูแลส่วนงานที่เป็นโครงการอันเกี่ยวเนื่องกับการพัฒนาสินค้า บริการ และสร้างกลุ่มลูกค้าใหม่


ผมขอแนะนำตัวแบบไม่เป็นทางการด้วยการเล่าเรื่องเพื่อให้คุณเข้าใจเพิ่มเติม ว่าทำไมผมถึงอยากจะเอาเรื่องนี้มาสอนและตัวผมเองเหมาะที่จะมาบอกเล่าเรื่องราวให้กับคุณหรือเปล่า?


เป็นกรรมการที่บริษัทก้องเกียรติฯทำอะไรได้ประสบการณ์อะไร ?

เนื้องานส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับความเป็นความตายขององค์กรทั้งหมด และ เนื่องด้วยจากการที่เป็นลูกหลานของรุ่นบุกเบิกทำให้ต้องทำหน้าที่พัฒนาตัวเอง เพื่อให้มีความพร้อมเพียงพอในการทำให้ธุรกิจดั้งเดิมไปรอด พร้อมทั้งหาโอกาสใหม่ทางธุรกิจตลอดเวลา ทั้งนี้ด้วยเหตุผลทีว่า ธุรกิจสิ่งทอโดยเฉพาะภาคส่วนผลิตนั้มีความเสี่ยงต่อการล่มสลายทางธุรกิจได้ไม่ยากเลย ทั้งลูกค้าที่ลดน้อยลง และ สภาวการณ์แข่งขันระดับโลกที่มีการพัฒนาสินค้ากันต่อเนื่องกับเป็นเรื่องปกติในสายงานสิ่งทอ คนที่เหลือรอด คือ คนที่พัฒนาสินค้าที่ขายได้เท่านั้นเพื่อที่จะเอาตัวรอดได้ (แค่เอาตัวรอดแค่นั้น) หรือไม่ก็ใช้วิธีการย้ายฐานการผลิต ใช้ทุนมหาศาล เพื่อปรับสภาพเครื่องจักรให้สดใหม่อยู่เสมอเพื่อให้คุณภาพสินค้าถึงระดับดีเยี่ยมอยู่ตลอดเวลา และนั่นคือเกมส์ของทุน ซึ่งจะไม่เหมาะกับสภาพทางเศรษฐกิจตอนนี้ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลกหากสำหรับการทำธุรกิจสายงานสิ่งทอนี้


ด้วยความกดดันทางธุรกิจ ตัวผมเองจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาตัวและหาแนวคิดในการสร้างธุรกิจ และค้นหาธุรกิจที่อยู่รอดและเติบโตได้ ตัวผมเองเลยจำเป็นต้องหาทางทำทุกอย่างเท่าที่จะทำได้ โดยมองว่า “ต้องรอด” นั้นจะทำอย่างไรกันจนมาได้เรียนรู้เรื่องราวทั้งหมดที่ผมจะได้พูดคุยกับคุณในคอร์สผ่านทาง Biztestrun ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว การเรียนรู้นั้นเกิดจากการเข้าฟังสัมนา และอ่านบทความ หนังสือของต่างประเทศอยู่หลายเล่มด้วยกัน เพื่อเก็บแนวคิดทั้งหมดที่ได้เรียนรู้มา และ เอามาทดสอบกับสินค้าตนเอง


แต่เนื่องด้วยผมต้องการทดสอบแนวคิดการสร้างธุรกิจที่ได้เรียนรู้มาข้างต้นไปอีกขั้น จึงตั้งโจทย์เพื่อใช้ในการทดสอบที่ยากขึ้นไปกว่าเดิม คือ “สร้างสินค้าหรือบริการเพื่อให้เป็นธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับสิ่งทอเลย” เพื่อแค่ใช้พิสูจน์ความรู้และทฤษฎีสมัยใหม่ในการสร้างธุรกิจเหล่านั้นว่า มันสามารถทำได้จริงๆหรือเปล่า ? จากมุมมองคนนอกวงการเลยว่าอย่างงั้น ! จึงทำให้มาลองทำกิจกรรมค้นหาธุรกิจเป็นบริษัทที่สองที่ชื่อว่า บริษัทอินเทลสไปร์ 

แล้วบริษัทที่สองมีเอาไว้ทำอะไรแล้วเข้าไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมส่วนไหน ?


บริษัทที่เปิดใหม่นี้มีวัตถุประสงค์แบบตายเอาดาบหน้า คือ การเปิดธุรกิจเพื่อค้นหาสินค้าหรือบริการทางธุรกิจใดๆ เพื่อทำให้เป็นธุรกิจได้ในที่สุดด้วยเวลาอันสั้น พูดง่ายๆก็คือ ตอนเปิดนั้นไม่รู้ว่าจะทำอะไร แค่เลาๆว่า หาธุรกิจที่พอจะทำเงินเลี้ยงบริษัทได้เป็นพอ โดยใช้ความรู้สดใหม่ที่เพิ่งได้รู้มาลองกับมัน ! และมองข้ามความเป็น StartUp ไปเลย เพราะจะพิสูจน์ด้วยการเป็นบริษัทจริงๆไปเลยทีเดียว (ซึ่งผมบอกก่อนว่า เป็นวิธีการที่บ้าดีเดือดมาก ! และไม่แนะนำให้ทำแต่อย่างใด) 


โดยบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อค้นหาสินค้าหรือบริการที่เป็นธุรกิจใหม่ได้โดยมีตัวผมเป็นแกนของกิจกรรมทั้งหมดตั้งแต่การเลือกคนเข้าทีม การเอาคนในทีมออก และกิจกรรมหลักคือ ค้นหา ออกแบบ และ ทดสอบสินค้าและบริการใดๆ เพื่อสร้างออกมาเป็นธุรกิจให้บริษัทไปรอด (กลับไปสถานการณ์เหมือนกับสิ่งทอ แต่โหดกว่าเพราะไม่มีพื้นฐานใดๆเลยเว้นแต่ ความรู้เชิงทฤษฎีจากหนังสือเรื่องการสร้างโมเดลทางธุรกิจที่เล่าในคอร์สนี้) 


ด้วยเวลาเพียงไม่ถึง 1 ปีถ้วน ผมก็ได้ออกบริการไปแล้วอย่างน้อย 2 ตัวที่เป็นธุรกิจได้จริง(ยังไม่รวมกับตัวที่อยู่ระหว่างการรอทดสอบและตัวที่พิสูจน์ได้แล้วว่าไปไม่รอด) ที่ว่าเป็นธุรกิจที่สร้างแล้วเป็นจริง คือ มีลูกค้าจริง สร้างคุณค่าได้จริง และ มีคนจ่ายเงินจริง สร้างกระแสเงินสดเข้าให้กับบริษัทจากความว่างเปล่า และหนึ่งในนั้นมีตัวที่ขายได้ถึงระดับองค์กรมหาชนมากกว่า 6 บริษัทเลือกใช้งานในองค์กรของเขาซึ่งแต่เดิมออกแบบมาเพื่อ SME ด้วยซ้ำไป 


บริการที่ว่านี้ จริงๆแล้วตั้งแต่ออกแบบบริการครั้งแรกไปจนถึงได้ลูกค้ารายแรกนั้นกินเวลาไม่เกิน 45 วันทำงานเท่านั้น และ ได้ลูกค้าระดับมหาชนโดยใช้เวลาต่อไปอีกเพียง 52 วันทำงานเท่านั้นเอง ! และ ตอนนี้ก็ยังอยู่ระหว่างการพัฒนากลยุทธ์ในการทำให้สินค้าหรือบริการเกิดการกระจายได้มากขึ้นด้วยต้นทุนหลักคือเรื่องของการตลาดแบบแฮ็คตลาดต่อไป (แต่เรื่องการตลาดแบบแฮ็คตลาดนั้นไม่ได้ครอบคลุมในคอร์สเนื่องด้วยอยู่ระหว่างการทดสอบหาทางเพื่อให้เกิดขึ้นจริง และเป็นสูตรสำเร็จที่ได้รับการทดสอบแล้วเท่านั้นผมถึงจะเอามาถ่ายทอดต่อไป)


แล้ว.. ทำไมต้องมาบอกต่อคนอื่นด้วยล่ะ ?


ถ้าให้ตอบสั้นๆผมบอกตอบว่า “เก็บไว้กับตัวไม่ได้อะไรขึ้นมา!(กับทั้งตัวเองและผู้อื่น)” แต่ถ้าหากว่าจะให้เล่ายาวๆก็คือว่า .. ผมได้โอกาสได้คุยกับคนที่มีความมุ่งมั่นอยากสร้างธุรกิจขึ้นมาจาก “ทักษะและความรู้จำเพาะของเขา” (Specialist) จำนวนหลายคน แล้วทุกคนมีอาการแบบเดียวกัน คือ มี passion ที่จะทำธุรกิจนั้นให้เกิดขึ้นได้จริงๆ แต่ความคิดหลายสิ่งหลายอย่างนั้นดูเหมือนว่าเป็นความคิดที่ย้อนแย้งกับสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาจากทฤษฎีที่ผ่านการทดสอบโดยประสบการณ์ของผม ตัวอย่างง่ายๆก็เข่น คนเรามีความคิดทางธุรกิจแต่อยากเก็บเป็นความลับซะอย่างงั้น ! ไม่บอกใครและไม่เล่ากลัวคนอื่นจะเอาไปทำตัดหน้าว่าอย่างงั้น ซึ่งมันตรงข้ามกับสิ่งที่มันควรจะเป็นก็คือ “การยืนยันให้ได้ว่าสินค้าหรือบริการนั้นมันจะขายได้” หรือ คนเราทั่วไปก็จะคิดว่า จะสร้างธุรกิจมันต้องลงทุนเยอะๆเสียก่อนแล้วรู้สึกภูมิใจว่าไดทำตาม passion และไอเดียของตัวเอง แล้ว..ถึงจะรู้ว่าทีหลังว่า ธุรกิจมันไปไม่รอด ซึ่ง… ผมอยากจะบอกตอนนี้เลยว่า แนวคิดนี้มันผิดอย่างแรงมาก! และอยากจะตะโกนใส่หน้าเขาเหล่านั้นว่า แท้ที่จริงแล้วเราสามารถรู้ได้ว่าธุรกิจมันจะไม่รอดได้ก่อนที่จะลงแรงด้วยซ้ำ ! และการที่คุณจะภูมิใจได้นั้นก็ต่อเมื่อมันได้ถูกสร้างธุรกิจที่ไปรอด ไม่ใช่แค่ได้ทำมันก็ภูมิใจแล้ว (อย่างงั้นหรอ !?)


แนวคิดที่ฟังดูตรงไปตรงมาสำหรับคนที่มี ความหลงใหล (passion) ก็ไม่ได้แปลกอะไรหรอก แต่ก่อนผมเองก็คิดอย่างงั้นเหมือนกัน แต่การคิดแบบนั้นต่างหากจะเป็นตัวกั้นที่ทำให้คุณได้มีโอกาสได้ลงสนามจริงน้อยลง เพราะ มันเป็นกำแพงในจินตนาการที่มองไม่เห็นที่คุณสร้างเองว่า ต้องลงแรงเยอะๆ ต้องลงเงินเยอะๆ ทุ่มสุดตัวเพื่อทำธุรกิจในฝัน และสุดท้ายก็ยังจะต้องกลัวลึกๆอยู่ดีว่าแล้วมันจะไปรอดมั้ย ? ยอมรับความจริงเถอะว่าโอกาสรอดเป็นแค่ไม่ถึงสิบเปอร์เซนต์อยู่แล้วจากธรรมชาติของการสร้างธุรกิจไม่ว่าคุณจะมีแรงบันดาลใจมากมายเพียงใด สถิตินี้ก็คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามแรงบันดาลใจที่คุณมีอยู่ดี แต่เรื่องราวของการออกแบบธุรกิจและทดสอบมันต่างหาก ที่จะทำให้คุณมีโอกาสรอดได้มากชึ้น ไม่ใช่แค่แรงบันดาลใจอะไรนั่น อย่างไรก็ดี แรงขับทางใจนั้นเป็นเรื่องสำคัญเพื่อให้คุณลงมือทำซึ่งมันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมากทีเดียวเลย


การที่ผมได้มีโอกาสรู้และพิสูจน์มันแล้วในระดับหนึ่ง ทำให้ผมอยากจะบอกต่อแนวคิดและวิธีการเหล่านี้จากมุมมองของผมเองไปสู่คนที่มีแรงบันดาลใจในการสร้างธุรกิจเหล่านั้น เพื่อให้มีเข็มทิศในการเดินทางสร้างธุรกิจที่เป็นขั้นตอนอย่างจริงจังและปรับจูนแนวคิดให้ทันสมัยเสียใหม่ เพราะ คิดแค่ลงมือทำอย่างเดียวเหมือนคนสมัยโบราณไม่ได้แล้ว เราต้องทำมันให้มีโอกาสสำเร็จมากขึ้นด้วย จากความรู้เรื่องการสร้างธุรกิจสมัยใหม่ที่คนทั่วโลกใช้มาแล้วตั้งแต่ปี 2010 แต่คนไทยอย่างเราๆกลับไม่เคยได้รู้มันมาก่อนเลย


ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า คนเรามีชีวิตไม่ได้ยาวอะไรนัก หากแต่เป้าหมายของคุณคือ การทำธุรกิจใดก็ได้สักตัวหนึ่งที่แก้ปัญหาของคนอื่นและสร้างคุณค่าให้กับคนอื่น แล้วได้เงินกลับมาหล่อเลี้ยงธุรกิจให้อยู่รอดได้ คุณควรจะทำมันให้ได้ไวและได้ข้อมูลจากกลุ่มลูกค้าของคุณได้โดยไว เพื่อเร่งรอบการทดสอบทางธุรกิจนั้นให้ได้มากเข้าไว้ … สุดท้ายผมเชื่อว่า มันจะมีสักตัวที่ไปรอด และเจริญเติบโตเป็นธุรกิจที่เปลี่ยนชีวิตของคุณได้ในที่สุด